YOU ARE HERE:

The-Thainews.com

ค้นหา

การพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า

E-mail Print PDF

พม่าเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมื่อปี ผู้นำที่เป็นประชาธิปไตยที่มีชื่อเสียงของพม่า มีอาทิ อูนุ อูถั่น นายกรัฐมนตรีและเคยได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหประชาชาติด้วย อองซาน ผู้นำในการต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับอิสระภาพและถูกลอบสังหารเมื่อ 19 กรกฎาคม 2490 ที่ทำให้นางอองซานซูจีต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเล่นการเมืองเพื่อต่อสู้แทนบิดา เนื่องจากพม่าขณะนั้นประสบกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสายจีนและสายโซเวียด รวมทั้งกลุ่มกบฎชนกลุ่มน้อย ในปี 2501 อูนุซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้มอบอำนาจให้นายพลเนวิน ผบ.ทบ. ดำเนินการปราบปรามกบฎคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาด นายพลเนวินถือโอกาสทำรัฐประหารโค่นล้มอูนุในวันที่ 2 มีนาคม 2505 และประกาศให้พม่าเป็นประเทศสังคมนิยม บริหารโดยคณะปฏิวัติ พม่าจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของทหารนำโดยนายพลเนวินนับแต่นั้นมา และได้ผ่องถ่ายอำนาจให้กับนายพลตานฉ่วย ทำให้พม่าอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร 50 ปี

ภายใต้การปกครองของทหาร กลุ่มประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวต่อต้านมาโดยตลอด อาทิ การชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติของขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งเมื่อ 7 กรกฎาคม 2505 ปรากฎว่านักศึกษา 100 คนถูกสังหาร ทหารระเบิดที่ทำการสหภาพนักศึกษาจนเหลือแต่ซาก พม่าปกครองโดยพรรคเดียว ชื่อว่าพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า (บี.เอส.พี.พี.) แม้ว่านายพลเนวินเกษียรในปี 2515 แต่เขายังบริหารประเทศต่อในนามหัวหน้าพรรค บี.เอส.พี.พี. และเป็นประธานาธิบดีของพม่า

เดือนพฤษภาคม 2517 มีการนัดหยุดงานครั้งใหญ่เพราะเงินเฟ้อ อาหารขาดแคลน คอรัปชั่น กรรมการที่นัดหยุดงานถูกทหารปราบปรามเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน เดือนธันวาคมปีเดียวกัน ในพิธีงานศพของอูถั่น มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่อีก ปีต่อ ๆ มาก็มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอีกและผู้ชุมนุมถูกกวาดล้างเช่นเคย อูนุ เคยหนีมาลี้ภัยในไทยและตั้งพรรคประชาธิปไตยรัฐสภา (พี.ดี.พี.) ขึ้นในกรุงเทพฯ ในที่สุด ทั้งหมดเดิอนทางกลับพม่าหลังรัฐบาลนิรโทษกรรมให้

การชุมนุมต่อต้านครั้งใหญ่สุดมีในเดือนกรกฎาคม 2531 (1988) ที่เรียกว่า การลุกฮือ 888 คือเดือน 8 ปี 88 และถูกปราบปรามอย่างรุนแรง คนเสียชีวิตนับพันคน จนแกนนำต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย อินเดีย รัฐบาลเนวินยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2490 ใช้กฎอัยการศึกแทน และตั้ง สภาพฟื้นฟูกฎหมายและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งรัฐ หรือ สล็อค บริหารประเทศแทน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น สภาพัฒนาและสันติแห่งรัฐ (เอส.พี.ดี.ซี) และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก พม่า เป็น เมียนมาร์ ในปี 2532

เดือนพฤษภาคม 2533 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็น.แอล.ดี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านนำโดยนางอองซานซูจีชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นเหนือพรรคเอกภาพแห่งชาติ (เอ็น.ยู.พี) ที่มีทหารสนับสนุน ทำให้ทหารล้มกระดานและยึดอำนาจเด็ดขาดตั้งแต่นั้นมา นายพลเนวินผ่องถ่ายอำนาจให้กับนายพลตานฉ่วย ซึ่งครองอำนาจตลอดมาจนมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 ในช่วงที่มีการปกครองโดยทหาร ประเทศตะวันตกนำโดยอังกฤษและสหรัฐร่วมกับพันธมิตรได้แซงชั่นทางเศรษฐกิจต่อพม่าหลายอย่างเพื่อกดดันให้พม่าเปิดประเทศและปฏิรูปประชาธิ ปไตย โดยสนับสนุนให้นางอองซานซูจีเป็น สัญญลักษณ์ประชาธิปไตย ในพม่า แต่พม่าก็สามารถต้านทานการกดดันนั้นได้ โดยพม่ามองว่าต้องจัดการเรื่องภายในให้เรียบร้อยแล้วจึงเตรียมการเปิดประเทศ

ในเดือนสิงหาคม 2546 นายพลขิ่นยุ้นต์ ได้ประกาศ โรดแม็พสู่ประชาธิปไตย 7 ขั้นตอน ตั้งแต่การประชุมผู้แทนกลุ่มเชื้อชาติทั่วประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2551 จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปปี 2553 จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศแทนทหาร บนหลักการที่ว่า ทหารจะต้องมีบทบาทรับผิดชอบประเทศต่อไปเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปร่างเสียใหม่ พอวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 พม่าประชุมสภาแห่งชาติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเนปิดอร์เมื่อปี 2548

ถึงกระนั้น ก็ยังมีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่อีกในเดือนสิงหาคม 2550 นำโดยพระสงฆ์ ทหารได้ปราบปราบจนพระสงฆ์ตาย บาดเจ็บ ถูกจับหลายสิบคน เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกเพราะคนพม่าถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์และส่งออกไปทั่วโลก

แม้ว่าพม่าก้าวเข้าสู่รัฐบาลพลเรือนท่ามกลางการประชดประชันว่าเพียงแต่ทหารเปลี่ยนชุดมานุ่งโสร่งก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูปประชาธิปไตยครั้งสำคัญ เพราะฉนั้น จะเห็นว่า พม่าเป็นประเทศประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ผู้นำประชาธิปไตยของพม่าหลายมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อูถั่น อูนุ เป็นต้น พม่ามีโอกาสเป็นประชาธิปไตยเพียงระยะเวลาสั้นหลังได้รับเอกราช จากปี 2491-2511 เท่านั้น จนกระทั่งนายพลเนวินและคณะทหารเข้ายึดอำนาจไว้เป็นเวลาร่วม 50 ปี โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเป็นสำคัญ แต่ก็ได้วางแผนทำพม่าให้เป็นประชาธิปไตยอย่างมีขั้นตอน

การพัฒนาประชาธิปไตยในพม่าผ่านการสูญเสียของประชาชนมากมาย เป็นการพัฒนาบนความเจ็บปวด ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ประวัติศาสตร์การเมือของพม่าเต็มไปด้วยบาดแผลใหญ่เล็ก เราหวังว่านับแต่นี้ไป ประชาธิปไตยในพม่าจะพัฒนาไปอย่างมั่นคงแม้ก้าวย่างอย่างช้า ๆ ก็ตาม

 

 

ความคิดเห็น

ความเหมาะสมของเว็บไซต์นี้
 

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

Content View Hits : 1539171