YOU ARE HERE:

The-Thainews.com

ค้นหา

สองหญิง

E-mail Print PDF

 

กรองข่าวมาเล่า”7มิย 55 สองหญิง ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

การประชุมเศรษฐกิจโลกว่าด้วยเอเชียตะวันออกระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 1 มิถุนายน 2555 ที่ กทม. ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปนั้น ความสนใจของสื่อและคนทั่วไปโฟกัสอยู่ที่นางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในพม่า หญิงแกร่งรางวัลโนเบลด้านสันติภาพ ที่ออกจากประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี และมาเมืองไทยเป็นประเทศแรก กิจกรรมของเธอทั้งในห้องประชุมและนอกห้องประชุมถูกจับตาโดยสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด ทำเอาคนอื่นแม้แต่เจ้าภาพหมองไปเลย

แม้แต่ประธานาธิบดีเต็งเส่งแห่งพม่ายังไม่กล้ามาร่วมประชุมด้วยเพราะรู้ดีว่ารัศมีจะถูกบดบังโดยนางอองซานซูจีโดยสิ้นเชิง โดยขอมาเยือนเมืองไทยวันหลังดีกว่า ซี่งเต็งเส่งคิดถูกแล้ว เพราะถ้ามาแล้วสื่อทุกสาขาไปรุมล้อมนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านคนเดียว เต็งเส่งจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์หรือตอบคำถาม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว หรืออยู่ต่อหน้าสาธารณะชน สะท้อนให้เห็นว่านางอองซานซูจีเป็นนักการเมืองระดับสากลจริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงภาษาอังกฤษซึ่งนางมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่ดูในแง่ทักษะ สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำฝ่ายค้านของพม่าเท่านั้น แต่เธอเป็นถึงนักการเมืองระดับสากลทีเดียว ประสบการณ์ในทางการเมืองและการต่อสู้กับเผด็จการทหารเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตย จนถูกคุมขังในบ้านพักเป็นเวลานานถึง 3 ใน 4 ของชีวิตการเมืองนอกจากมีสายเลือดนักการเมืองโดยเป็นลูกสาวของอองซาน บิดาแห่งพม่า เธอยังมีสำนึกของการช่วยเหลือประชาชน ทำงานต่อเนื่องจากบิดา เมื่อเห็นว่าชาวพม่าถูกกดขี่ ทำร้าย คุกคามเสรีภาพโดยเผด็จการทหารพม่า เธอได้กระโดดออกมาถือธงชัยนำคนพม่าต่อสู้กับเผด็จการทหารมาตลอดชีวิตการทำงานการเมืองของเธอ

เธอมีทางเลือกที่จะใช้ชิวิตอย่างเสรีในประเทศประชาธิปไตยตะวันตกเช่นที่อังกฤษ ประเทศที่เธอได้เล่าเรียนมา แต่งงานกับชาวอังกฤษ มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่เธอเลือกที่จะกลับมาเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่า ถึงกระนั้น เธอก็ยังมีโอกาสที่จะออกไปต่อสู้ในต่างประเทศเหมือนกับผู้นำฝ่ายค้านพม่าบางคนได้ทำ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะอยู่ในประเทศต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวพม่าที่รักประชาธิปไตย สู้แม้กระทั่งไม่มีโอกาสไปดูใจและไปร่วมงานศพของสามี อย่างไรก็ดี เธอก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว นอกจากมีชาวพม่าในและนอกประเทศให้การสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแล้ว ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกยังให้การสนับสนุนเธอ อย่างน้อยก็สนับสนุนด้านกำลังใจ

ชื่อของอองซานซูจีได้รับการรู้จักกันไปทั่วโลก ไม่ใช่เพราะเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ในฐานะสัญลักษณ์ของสตรีนักประชาธิปไตยผู้ต่อสู้กับเผด็จการทหาร จนหลายคนไปแอบอิงชื่อ

ของเธอ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอองซานซูจี หรือขอให้ได้ถ่ายรูป จับมือกับเธอเพื่อเอาไปโฆษณาหาเสียงในประเทศก็มี โดยหาได้ตระหนักไม่ว่า คนที่ตั้งใจจะทำงานการเมืองนั้น ต้องมีความมุ่งมั่น มีจิตสาธารณะ

และต้องเตรียมตัวมานาน ไม่ใช่มาเป็นส้มหล่น หรือมาเป็นตัวขัดตาทัพ

นอกจากบทบาทบนเวที การเดินทางไปเยี่ยมดูแลสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานพม่าที่สมุทรสาครถึง 2 ครั้ง และเยี่ยมผู้ลี้ภัยสงครามที่สถานที่พักพิง อ.แม่สอด จ.ตาก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทผุ้นำฝ่ายค้านที่มีความห่วงใยต่อพี่น้องร่วมชาติที่ต้องออกมาหางานทำหรืออพยพหนีภัยมาอยู่ในต่างแดน เธอเป็นนักการเมืองของคนพม่าทุกชาติพันธ์ ไม่ใช่เป็นตัวแทนของคนเชื้อสายพม่าเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้แทนของชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ด้วยในฐานะที่เป็นคนพม่าเช่นกัน จึงไม่แปลกใจที่คนพม่าและชนส่วนน้อยพม่ามองเธอว่าเป็นความหวังของการปรองดองในพม่าเพราะคนพม่าไม่ว่าชาติพันธ์ใดยอมรับเธอ

นางอองซานซูจีเป็นหญิงร่างเล็ก บอบบาง แต่แกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่อาจทนต่อแรงกดดันทางกายและใจได้ตลอดมาเช่นนี้ เธอเป็นหญิงสวยคนอื่น แต่สวยแบบสาวพม่า และสวยแบบสง่าสำหรับหญิงวันเกิน 60 ปีเช่นนี้ เธอแต่งกายเรียบ ๆ โดยรักษาขนบประเพณีการแต่งกายแบบพม่า มีดอกไม้แซมผมซึ่งดูน่ารักดี ระหว่างที่อยู่ในเมืองไทย เธอก็แต่งกายในชุดประจำชาติพม่าในโอกาสต่างๆ เท่ากับเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการแต่งกายแบบหญิงพม่าอย่างน่าชื่นชม เธอไม่จำเป็นต้องมาแต่งชุดไทยเพื่อเอาใจเจ้าภาพ สามสี่วันที่อยู่เมืองไทย เธอก็ยังแต่งตัวเช่นเดิมทุกครั้ง ไม่ใช่เช้าชุดหนึ่ง บ่ายชุดหนึ่ง ค่ำชุดหนึ่ง ประชุมชุดหนึ่ง ดินเนอร์อีกชุดหนึ่ง ออกไปพบปะประชาชนก็อีกชุดหนึ่ง

ระหว่างที่อยู่ในเมืองไทย เท่าที่สังเกตุ เวลาเธอขึ้นพูดบนเวที เธอไม่ได้อ่านสคริปต์ จึงไม่ต้องเสี่ยงต่อการอ่านผิดอ่านถูกที่ทำให้คนฟังงงไปตาม ๆ กันว่าเราฟังผิดหรือคนพูดอ่านผิดแน่ เวลาเธอให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหรือสนทนากับใคร ก็ไม่ต้องมีโผอยู่ในมือที่ต้องเหลือบตามองโผอยู่เสมอ เธอไม่ต้องอึดอัดใจเพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรในเมื่อคู่สนทนาไม่ได้พูดตามโผที่เธอเตรียมมา เธอสามารถพูดคุยตอบโต้คู่สนทนาได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เคยเห็นเธอตอบว่า ไอ ด๊อนท์ โนว์ (หนูไม่รู้)

นางอองซานซูจีไม่สวยแบบพริตตี้ หรือโคโยตี้ แต่เธอมีเสน่ห์ เธอมีสมองที่ไม่ใช่เอาแค่กั้นใบหูเท่านั้น เธอมีความรู้และปัญญา พอที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว ไม่ยอมตกเป็นหุ่นให้คนอื่นจับเชิด พูดตามที่เขาบอก ทำตามที่เขาสั่ง เธอมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เธอรู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนซึ่งต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว แม้จำเป็นต้องพลัดพรากจากสามีและลูก สามีตายก็ไม่ได้เห็นใจและไม่ได้ไปงานศพ เพราะต้องอยู่ต่อสู้เพื่อประชาชนพม่า แต่เธอก็ซื่อสัตย์กับสามีจนวาระสุดท้าย ไม่ไปมีกิ๊กให้สังคมพม่าดูถูก เธอไม่มีความเสื่อมเสียด้านชู้สาวทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง

คนพม่าเรียกอองซานซูจีว่า แม่ซู หากลองเปรียบแม่ซูของคนพม่ากับ แม่ปู ไทยแล้ว ทำไมมันถึงต่างกันแบบฟ้ากับเหวขนาดนี้ ถ้าสามารถแลกเปลี่ยนได้เหมือนสิ่งของ ขอเอาแม่ปูไปแลกกับแม่ซู คนพม่าจะยอมไหม?

Last Updated ( Monday, 18 June 2012 07:01 )  

ความคิดเห็น

ความเหมาะสมของเว็บไซต์นี้
 

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

Content View Hits : 1484373